Let’s go northeast!!

posted on 05 Oct 2009 20:21 by dentdiary  in Dentdiary

หลังจากเป็นสมาชิกเอ๊กซ์ทีนมา 3 ปี บลอกที่เขียนอยู่ก็เรื่อยๆเปื่อยๆ ใช้บ่นพร่ำเพ้อถึงชีวิตส่วนตัว ความเครียดเสียเป็นส่วนใหญ่ จนเริ่มมาคิดว่าเออ จริงๆแล้วเรื่องราวในชีวิตแต่ละวันของเรามันก็มีเหตุการณ์น่าสนใจไม่น้อยเหมือนกันนะเนี่ย ยิ่งเรื่องราวตั้งแต่พอเรียนจบ เริ่มชีวิตการทำงานยิ่งมีเรื่องที่คาดไม่ถึง ตื่นเต้นด้วย ทำให้กลับมาคิดว่า อืมน่าจะลองเขียนบลอกเกี่ยวกับวิชาชีพตัวเองดูสักหน่อย เอาทั้งเรื่องที่ฮาออก ฮาไม่ออก แล้วเรื่องสาระความรู้ด้วย(นิดหน่อย ^^) ก็เลยเกิดอยากทำบลอกอีกบลอกขึ้นมากนะคะ ใครอยากลองอ่านดูชีวิตของหมอฟันอ้วนๆคนหนึ่ง ณ บ้านนาแสนห่างไกลเป็นยังไงบ้าง ก็ลองติดตามดูนะคะ

 

Let’s go northeast!!

 

"เกลียดหรือไม่ชอบอะไร มักได้สิ่งนั้น”

 

เคยได้ยินคำพูดนี้กันมั้ยคะ น่าจะเคยกันนะ เป็นคำโบราณหรือเปล่าไม่แน่ใจค่ะ รู้แต่ว่าได้ยินคุณพ่อ คุณแม่ หรือไม่ก็ป้าน้าอาพูดอะไรเทือกๆนี้สักครั้งผ่านหู ยังไม่นับที่จะได้ยินตามประโยคสนทนาในละคร ภาพยนตร์อีก ถือเป็นคำพูดยอดฮิตเลย(มั้ย)

 

เพิ่งรู้ซึ้งกับคำพูดประโยคข้างบนก็เมื่อตอนที่นั่งอยู่รวมกันกับเพื่อนประมาณสิบกว่าคน ตรงใต้ถุนหน้าห้องแล็บของคณะตัวเองเมื่อประมาณเกือบสองปีก่อน

 

พวกเราจ้องสายตากว่าสิบคู่ไปที่เศษกระดาษแผ่นเล็กๆ สองสามแผ่นลายมือขยุกขยุยของเพื่อนคนหนึ่ง แต่ละคนเริ่มทำหน้าตาคิดไม่ตก แต่สำหรับเราแล้วนอกจากคิดไม่ตก เหงื่อตกอีกต่างหาก

 

ก็เนื้อหาในกระดาษแผ่นเล็กๆอันนั้นเป็นรายชื่อจังหวัดประมาณยี่สิบกว่าจังหวัด เป็นที่ๆที่พวกเราต้องเลือกไปใช้ทุน ซึ่งจังหวัดที่เหลืออยู่ในตอนนั้น เป็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับจังหวัดในแถบภาคอีสาน

 

เราในตอนนั้นเป็นนักศึกษาทันตแพทย์คนนึงในมหาวิทยาลัยในภาคใต้ เราเป็นคนใต้แต่กำเนิด สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดคือการห่างจากบ้าน จากครอบครัว จากพ่อแม่ เพราะฉะนั้นตอนเอ็นทรานซ์จำได้เลยว่าคณะที่เลือกอยู่ในมหาวิทยาลัยในหาดใหญ่อย่างเดียวเลยทั้งสี่อันดับ (ถ้าไม่นับการไปเที่ยวไม่กี่วัน หรือการไปทัศนาศึกษาที่เคยไป ก็เรียกได้ว่าเราแทบจะไม่เคยออกห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆที่นับเป็นเดือนขึ้นเลย)

เหตุผลที่คิดแล้วคิดอีกในตอนนั้นมีแค่ อยู่ใกล้บ้านใกล้พ่อแม่ อยากกลับเมื่อไหร่ก็ได้ อยู่แถบบ้านสบาย อยากได้รถไปใช้ก็ได้ใช้ ไม่ยุ่งยากไม่ลำบาก ความคิดที่เห็นโลกอยู่ในที่แคบอย่างแท้จริงเลยค่ะ

 

ย้อนกลับมาถึงกระดาษในมือเพื่อนคนหนึ่ง เราก็คิดแน่นอนว่า ถ้าเหลือจังหวัดให้เลือกไปใช้ทุนตอนเรียนจบแ่ค่นั้น แน่นอนเราลงไปสามจังหวัดชายแดนแน่ๆ คิดแค่อย่างเดียวว่ายังไงก็อยู่ภาคใต้ ใกล้พ่อแม่ ถึงแม้จะไปใช้ทุนแล้วแทบไม่ได้ออกไปไหน ต้องอยู่แต่ในโรงพยาบาลเหมือนที่รุ่นพี่เคยบอกไว้ เราคิดว่าเราทนได้ แค่ให้อยู่ใกล้ๆบ้านเป็นพอ

แต่ความคิดข้างบนก็บนก็แทบจะโดนฉีกเป็นชิ้นๆ ถ้านึกถึงว่าความคิดเราเป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง คนที่ฉีกมันออกก็ไม่ใช่ใคร คุณพ่อคุณแม่ของเราเอง ตอนนั้นจำได้ว่าอึ้งมากมาย แต่ก็เข้าใจว่าคงไม่มีพ่อแม่ที่ไหนอยากให้ลูกลงไปอยู่ในที่ที่เขาคิดว่าอันตราย (ซึ่งในส่วนตัวเอง เฉยๆมากค่ะ)

 

สุดท้ายคำสั่งประกาศิตก็บอกเราออกมาว่า

 

"ไปอีสานซะนะ”

 

ถึงจะบอกมาแบบนั้น ทั้งครอบครัวของเราที่ไม่เคยไปเหยียบแผ่นดินถิ่นอีสานเลยสักครั้งเดียวก็วุ่นวายกันใหญ่ ทั้งหาแผนที่ แผนที่ทางหลวง นั่งมองว่าตรงไหนไกลที่สุด ตรงไหนติดลาว ตื่นเต้นสุดๆ ที่น่าขำสุดก็น้องสาวของเรา นั่งง่วนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เสิร์ชมันอยู่นั่นล่ะว่าจังหวัดที่เหลืออยู่ให้เลือกนั้น ที่ไหนมีห้างบ้าง เหตุผลง่ายๆที่ให้เราก็คือ

อ้าว ติดในเมืองขนาดนี้ ถ้าไม่มีห้างให้เดิน พี่ทนได้เหรอ

 

ได้ยินแล้วสะดุ้งเฮือกกกกกกกกกกกกกกกก มันหลอกด่าเราหรือมันเป็นห่วงเราจริงๆ(วะ)คะนั่น แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับ เพราะที่มันพูดเป็นเรื่องจริงที่สุด

เราเตรียมตัวอยู่ประมาณเกือบสามอาทิตย์ เพราะวางแผนไว้ว่าไปเลือกจังหวัดที่กระทรวงเสร็จแล้วเราจะต่อไปอีสานเลยกับคุณลุงและคุณอาที่อยู่กรุงเทพ  แล้วพ่อกับแม่ของเราจะตามไปทีหลังกับรถที่จะเอาไปให้เราใช้และข้าวของที่เหลือ

 

....................................................

 

ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ เรายืนมองแผ่นกระดาษตรงหน้าตัวเอง สองชื่อที่เขียนลงอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด หนึ่งในนั้นมีชื่อเรา หลังจากหมดเวลาให้เลือก และไม่มีคนมาเลือกตำแหน่งเกินจากที่รับไว้ จังหวัดที่เราเลือกจึงไม่จำเป็นต้องจับฉลาก จับปากกาก่อนจะเซ็นชื่อยืนยันลงไปในกระดาษแผ่นนั้น เรายืนยิ้มมองหน้าเพื่อนใหม่จากอีกมหาวิทยาลัยที่ต้องไปอยู่ในจังหวัดเดียวกับเรา บอกชื่อแลกเบอร์โทรศัพท์กัน เพื่อนคนนี้ชื่อหยก เคยไปอีสานแล้ว เพราะตอนฝึกงานก็ไปฝึกที่อีสาน ต่างกับเราอย่างสิ้นเชิง

 

สุดท้ายเราและเพื่อนจากมหาวิทยาลัยเดียวกันอีกสิบกว่าคนก็เดินออกมาจากห้องในกระทรวง  7 ชีวิตที่ต้องไปร่วมชะตากรรมในถิ่นอีสานด้วยกัน ทั้งหมดนั่นเป็นเด็กใต้แต่กำเนิด และไม่เคยไปเหยียบถิ่นอีสานมากเกินกว่าไปเที่ยวภูกระดึง ในตอนนั้นเราตื่นเต้นสุดๆ ตื่นเต้นสุดชีวิตก็ในเมื่อกบในกะลาอย่างเรากำลังจะออกท่องโลกกว้างเป็นครั้งแรก และไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวคนเดียวไกลขนาดนั้น (ระยะทางจากบ้านถึงโรงพยาบาลที่เราต้องไปทำงานอยู่รวมแล้วทั้งหมดเกือบ 1,400 กิโลเมตรพอดิบพอดี)

ตอนเที่ยงเรากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านคุณลุง เสร็จแล้วคุณลุงกับคุณอาของเราที่จะพาเราไปสู่อีสานก็เก็บของขึ้นรถ

"ตื่นเต้นมั้ย" ลุงถามเรายิ้มๆสั้นๆ

เราได้แต่พยักหน้า ตื่นเต้นสุดๆ

 

"ปะ ขึ้นรถ Let’s go อีสานเด้อค่าเด้อ คุณอาตะโกนบอกเรายิ้มแย้มร่าเริงสุด นำเราขึ้นรถ อาร่าเริงแต่หนูแทบฉี่ไม่ออกแล้วค่า!!!!!!!!!

 

แล้วประตูสู่แดนอีสานก็กำลังเปิดต้อนรับกบตัวอ้วนๆที่เพิ่งเคยออกนอกกะลาแบบเรา...